Download!Download Point responsive WP Theme for FREE!

ดุมาก BMWi8 ตัวนี้

Hybrid Super car BMW i8 E-DRIVE เครื่องเบนซินสามสูบอัดเทอร์โบ บวกมอเตอร์ไฟฟ้า 362 แรงม้า 0-100 ใน 4.4 วินาที ขายแน่ปีหน้า…

หลังจากออกโชว์ตัวในชื่อ Vision Concept รถสปอร์ตต้นแบบแนวคิดที่ล้ำอนาคตของ BMW ซึ่งผุดออกมาดูโลกในปี 2009 โครงการดังกล่าวได้ถูกสานต่อให้กลายเป็นความจริงโดยใช้หลักแนวคิดเดิมในการ อนุรักษ์พลังงานแม้จะทำตัวเป็นรถซุปเปอร์คาร์ที่มีเทคโนโลยีใหม่ รถ BMW i8 E-DRIVE เวอร์ชั่นขายจริงกำลังจะได้รับการผลิตออกจำหน่ายภายในปี 2014 นี้ ในยุโรป อเมริกาเหนือและเอเชียบางประเทศ สำหรับรถ BMW ในตระกูล i คือการเปิดโมเดลใหม่ล่าสุดของค่ายใบพัดฟ้า-ขาว เป็นการสื่อให้โลกยนตรกรรมเห็นถึงความตั้งใจที่จะไปให้เร็วขึ้นโดยใช้พลังงานอย่างจำกัดและปล่อยมลภาวะน้อยลง

รถรุ่น i3 ถูก BMW วางตัวไว้สำหรับพาหนะที่มีมลพิษเท่ากับ 0% ซึ่งมันใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าพลังสูง ส่วน i8 E-DRIVE เกิดขึ้นมาเพื่อการทำความเร็วบวกกับประสิทธิภาพของระบบขับเคลื่อนแบบผสม หรือ Hybrid บนแนวทางที่มุ่งไปสู่การลดความสิ้นเปลืองพลังงานของรถยนต์ในอนาคต เวอร์ชั่น Concept Car i8 E-DRIVE ถูกพรางตัวตั้งแสดงอยู่ในงานโชว์รถที่แฟรงก์เฟิร์ต เยอรมนี ไม่ว่าจะเป็น i3 หรือ i8 พวกมันทุกคันมีความพร้อมที่จะจำหน่ายจริงในเร็ววันนี้

BMW i8 E-DRIVE เป็นรถสปอร์ตแบบ 2+2 ที่นั่ง ตัวถังผลิตจากพลาสติกน้ำหนักเบา ส่วนแชสซีและชุดกันสะเทือนนั้นทำมาจากแมกนีเซียมเพื่อลดน้ำหนักส่วนเกิน ซึ่งจะส่งผลกระทบไปถึงสมรรถนะของตัวรถ น้ำหนักที่เบายังเกิดจากพื้นผิวของหลังคา กระจกบังลมและประตูที่สร้างขึ้นจากโพลีคาร์บอเนตซึ่งเป็นวัสดุใสโปรงแสงที่สามารถปรับสภาพการส่องผ่านของแสงได้แบบผกผันไปตามแสงที่แท้จริงจากภายนอก โครงสร้างของห้องโดยสารคล้ายกับซุปเปอร์คาร์ทั่วไปที่ทำมาจากคาร์บอนไฟเบอร์ CFRP – Carbon Fibre Reinforced Plastic ทำให้น้ำหนักตัวของ BMW i8 E-DRIVE เมื่อรวมกับระบบขับเคลื่อน Hybrid อยู่ที่ 1,395 กิโลกรัม

หัวใจของการขับเคลื่อนใน i8 เกิดจากเครื่องยนต์เบนซินอัดอากาศด้วยเทอร์โบแปรผันขนาด 3 สูบ ความจุ 1.5 ลิตร มอเตอร์ไฟฟ้าสองตัวรับหน้าที่เสริมแรงในการขับเคลื่อน ชุดแบตเตอรี่ Hybrid ที่ทรงประสิทธิภาพ แบตเตอรี่ลิเธียมโพลิเมอร์แบบ 98 เซลส์ เป็นแหล่งสำรองปริมาณไฟฟ้าหลักของระบบ Hybrid บวกกับเทคโนโลยีของระบบ Plug-in Hybrid เจ้าของรถสามารถเสียบไฟบ้านเพื่อชาร์จกระแสไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายไฟ 220 โวลต์ 16 แอมป์ โดยใช้เวลาในการชาร์จรวดเร็วกว่าเดิมประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งถึง 3 ชั่วโมง แต่หากชาร์จเจ้า i8 ในสถานีชาร์จเร็วที่รองรับรถยนต์พลังงานผสม สถานีชาร์จกระแสไฟฟ้าแบบเร็วซึ่งมีแรงเคลื่อนถึง 380โวลต์ จะใช้เวลาชาร์จเพียงแค่ 44 เท่านั้น ระบบขับเคลื่อนตัวรถวางมอเตอร์ขับเคลื่อนที่ล้อคู่หน้าขนาด 96 กิโลวัตต์ 131 แรงม้า แรงบิดจากมอเตอร์วัดบนไดโนได้ที่ 250 นิวตันเมตร โดยที่ยังไม่ได้บวกกับกำลังของเครื่องยนต์

สมรรถนะของ i8 E-DRIVE นอกจากมอเตอร์ที่ล้อหน้ายังมีเครื่องยนต์เบนซินสามสูบขนาด 1.5 ลิตร อัดอากาศด้วยเทอร์โบแปรผันบนเทคโนโลยี TwinPower Turbo เครื่องสามสูบที่พัฒนามาใช้ร่วมกันในรถ MINI Cooper S 2014 สร้างกำลังได้ 170 กิโลวัตต์ หรือ 231 แรงม้า กับแรงบิด 320 นิวตันเมตร เมื่อทั้งสองระบบทำงานไปพร้อมๆ กัน รถ BMW i8 E-DRIVE จะมีกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 362 แรงม้า กับแรงบิด 570 นิวตันเมตร เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 4.4 วินาที สมรรถนะของมันเทียบเท่า BMW M3 เพียงแต่การใช้เชื้อเพลิงและการปล่อยของเสียลดลงมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน ส่วนความเร็วสูงสุดของ i8 ถูกตอนเอาไว้ที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลือง 40 กิโลเมตรต่อลิตร ทำให้มันขึ้นถึงจุดสุดยอดของรถแรงที่มีความประหยัดมากที่สุด ในปัจจุบัน โหมดขับเคลื่ิอนด้วยไฟฟ้าล้วนๆ วิ่งได้ไกลถึง 35 กิโลเมตรก่อนที่เครื่องยนต์จะเข้ามารับหน้าที่ต่อเมื่อแบตเตอรี่มีกระแสไฟอ่อน

ActiveHybrid กับ E-DRIVE จาก BMW มีจุดประสงค์เดียวกันคือให้ทั้งความแรงและความประหยัด มันคือหลักการเดียวกันกับ BuleTEC Hybrid ของ Mercedes Benz ที่ให้ทั้งสมรรถนะ พลัง ความประหยัด การปล่อยมลพิษที่ลดลงมาก สำหรับการทำงานของ BMW i8 E-DRIVE ไม่ว่าจะเป็นโหมดการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า เครื่องยนต์ หรือแบบผสมทั้งสองต้นกำลัง ประสิทธิภาพของมันจะเทียบเคียงรถซุปเปอร์คาร์ทั้งการควบคุมและรูปแบบของตัวร คาร์บอนไฟเบอร์ CFRP – Carbon Fibre Reinforced Plastic ทำให้มันมีน้ำหนักเบา แม้จะมีตัวเลข 1,490 กิโลกรัม ซึ่งแบ่งเป็นน้ำหนักของแบตเตอรี่ลิเธียมก็ยังเบากว่า M3 รุ่นมาตรฐานอยู่พอสมควร แบตฯ ของรถ i8 วางอยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางของรถเพื่อการกระจายน้ำหนักที่ดี เครื่องยนต์สามสูบเทอร์โบวางกลางลำ นอกจากจะทำหน้าที่ขับเคลื่อนตัวรถแล้วยังชาร์จกระแสไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่ เพื่อหมุนเวียนพลังงานกลับมาใช้ เจ้าของรถจึงหมดกังวลในการที่จะขับทางไกลได้มากกว่ารถที่ใช้ระบบไฟฟ้าล้วนๆ ในการขับเคลื่อนซึ่งต้องชาร์จแบตฯ กันไปตลอดทางหากคิดจะวิ่งยาวเกิน 300 กิโลเมตร

Comments

comments